หลังจาก พรบ.คำนำหน้านามหญิง พ.ศ.2551 มีผลบังคับใช้เมื่อวานนี้เป็นวันแรก(4 พค. 51)
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าคนส่วนใหญ่คิดอย่างไรกับประเด็นนี้กันบ้าง…
ได้ข้อมูลผ่านทางเน็ตซึ่งไวสุดง่ายสุด มีคนโพสแสดงความคิดเห็นเพียบ
ก็เลยหยิบยกมาส่วนหนึ่งเท่านั้น..อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าคนที่เห็นด้วย กับไม่เห็นด้วย
เค้ามีเหตุผลอะไรกันบ้าง …
“คิดอย่างไรที่กฏหมายประกาศให้มีการเปลี่ยนคำนำหน้านามหญิงได้”
ไม่เห็นด้วยนะ
แต่คิดว่าคนที่หย่าแล้วก็ควรกลับมาใช้ได้
แต่เพิ่งแต่งก็ไม่ควรนะ ไม่งั้นจะรู้ได้ไง เผื่อจีบผิดที่..
จากคุณ : ไอติม
ทำไมผู้ชายก่อนแต่งงานไม่ใช้ นายหนุ่ม บ้างจะได้ดูคล้องกับผู้หญิงก่อนแต่งงาน
นางสาว : )
จากคุณ : Raf
เห็นด้วยมากๆ
ผู้ชาย ควรใช้”นายหนุ่ม” พอแต่ง แล้วก็ใช้”นาย”
หรือไม่ก็ ก่อนแต่ง ใช้”นาย” พอแต่ง ใช้”นายแก่”
จากคุณ : sunday
ไม่เห็นด้วยครับ กลายเป็นประเทศล้าหลัง เรียกร้องเฟมินิสต์แบบจอมปลอมก็เพราะ
เรื่องนี้แหละ ประเทศอื่นไม่เห็นเขาใช้กันเลย
จากคุณ : OBON
เห็นด้วยนะคะ
อย่าลืมว่าบางที่ทำงาน ไม่ยอมรับผู้หญิงแต่งงานแล้วเข้าทำงานก็มี บางคนมีคำนำหน้า
ว่า”นาง”ก็มีปัญหาในการหางานค่ะ ถ้าไม่มีตรงนี้น่าจะลดปัญหาเรื่องการหางานได้ค่ะ
จากคุณ : กุนซือ
ผมก็ไม่เข้าใจ ถ้าแต่งงานอยู่
แล้วจะอยากให้คนอื่นเห็นเราเป็นนางสาวทำไม
จากคุณ : Moog
ก็แค่หลอกตัวเองเท่านั้นแหละ ถ้าทำแล้วสบายใจก็ตามสบาย
จากคุณ : กัซ
ดีออกคะ ทั่วโลกเขาก็ใช้กัน ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนกันมา
เรามีสิทธิ ที่จะเลือกเป็น Miss Mrs Ms จะโกอินเตอร์ เรื่องสิทธิเบื้องต้่นก็น่าจะรู้ไว้นะคะ
โลกาภิวัตน์ ไม่ใช่แค่เปิดดูแต่คลิปประหลาดๆบนยูทูปนะคะ
จากคุณ : แอดติจูด
ก็มันเลือกได้ไม่ใช่เหรอ เขาไม่ได้บังคับนี่นาไม่เห็นจะมีปัญหาก็แฟร์ดี
จากคุณ : dezember
เห็นด้วยค่ะ
ผู้หญิงใช้นางสาวได้ตลอดชีวิต เหมือนที่ผู้ชายใช้นายได้ตลอดชีวิต เท่าเทียมกันดี
ในแง่อื่น ๆ ผู้หญิงไม่มีวันเท่าเทียมผู้ชายอยู่แล้ว ขอสักเรื่องเถอะน่า!
จากคุณ : โสดในซอย
สำหรับผู้หญิงที่หย่าแล้วจะเปลี่ยนมาใช้นางสาว อันนี้ก็ไม่ว่ากัน
แต่ผู้หญิงที่แต่งงานอยู่กินกับสามีอย่างปกติสุขจะเปลี่ยนทำไมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
ก็รักกัน แต่งงานสร้างครอบครัว ตกลงปลงใจกันแล้ว อย่างนี้ไม่ต้องแต่งงานจะดีกว่าไหม
คิดว่าต่อไปสังคมคงวุ่นแน่ ดูไม่ออกว่าผู้หญิงคนไหนมีครอบครัวหรือไม่มี แล้วก็อาจจะเกิด
เรื่องวุ่นวายเหมือนที่ผู้ชายเคยสร้างไว้ที่มีครอบครัวแล้วยังไปหลอกผู้หญิงคนอื่นว่าโสดจนมี
การแต่งงานและจดทะเบียนซ้อนเกิดขึ้นผู้ชายทำได้ต่อไปก็อาจจะมีผู้หญิงทำได้เหมือนกัน
ส่วนเรื่องนามสกุลต่อไปคงนับญาติกันไม่ถูกแน่ 2- 3 รุ่นแรกคงไม่เป็นไรแต่สืบสายเสือดห่างกัน
ออกไปคงนับญาติกันลำบาก ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ว่าแต่ว่าที่นามสกุลมี ณ ต่อท้าย หล่ะ
ต่อไปจะสืบสาวต้นตระกูลกันถูกไหม
ปัญหาสังคมส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นมันมาจากการที่เราไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นแต่งงานหรือยัง
แทนที่จะแก้ตรงนั้น กลับมาออกกฎหมายจนไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้แต่งงานมีครอบครัวหรือยัง
มันแก้ปัญหาผู้หญิงถูกหลอกได้ตรงไหน ศีลข้อ 3 ต่อไปคงมีคนละเมิดกันมากขึ้นเพราะ
ความไม่รู้ทั้งชายและหญิง
จากคุณ : พระอาทิตย์ทรงกลด
อยากให้ผู้ชายที่ยังไม่แต่งงานใช้อย่างนึง และผู้ชายที่แต่งงานแล้วใช้อย่างนึงเหมือนผู้หญิงนะ
แต่อย่างว่าล่ะ อะไรที่มันเสียประโยชน์มันพูดกันยาก แต่ในส่วนที่จะได้ประโยชน์มันพูดกันง่ายกว่า
เพราะถ้าให้ผู้ชายเปลี่ยน เดี๋ยวผู้ชายเค้าก็ไม่ยอมและก็ออกมาเรียกร้องกันอีกไม่รู้จักจบจักสิ้น
แล้วผู้ชายคนไหนที่มาบอกว่าไม่เห็นด้วยเพราะเผื่อว่าจะไปจีบผู้หญิงที่แต่งงานมีสามีแล้ว
ในทางกลับกันคุณไม่คิดถึงผู้หญิงที่เค้าต้องไปเป็นเมียน้อยของผู้ชายที่แต่งงานแล้วบ้างล่ะคะ
ว่าบางคนเค้าก็ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นแต่งงานแล้ว พอมารู้ตอนหลังก็แก้ไขอะไรไม่ได้ อิๆๆๆ
จากคุณ : นู๋พิม&เหมียว
อยู่กับว่า เปลี่ยนเพื่อจุดประสงค์อะไร อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับกิเลสมากน้อยของแต่ละคนล้วนๆ
แต่อิฉันเห็นว่า ก็แฟร์ดีนะ แต่ก็เป็นดาบสองคม ถ้าเปลี่ยนเพื่อใช้ไปในทางปกปิดหรือหลอกลวง
แต่ก็นะความลับไม่มีในโลกอยู่แล้วคะ
จากคุณ : หนูยิ้ม
คนที่ไม่เห็นด้วยนี่จะไม่เห็นด้วยทำไมอ่ะ ไม่เข้าใจ มันไม่ได้กระทบอะไรกับสิทธิของคุณเลย
ใคร แต่งแล้วใคร่ใช้นาง ก็ใช้ไป เค้าก็ไม่ได้ห้าม แต่มันเปิดกว้างให้กับคนอื่นๆที่เค้าอาจ
จะมีเหตุผลและความจำเป็นของเค้า ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอ
ส่วนเรื่องแต่งงานแล้วเหมือนไม่ให้เกียรติสามีอะไรนั่นก็ตลกสิ้นดี ไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย
เอาเรื่องรูปธรรมไปโยงกับนามธรรมได้ไง แล้วกลับกัน ทางกฎหมายสามีล่ะ ใ
ห้เกียรติภรรยาอะไรบ้างหรือเปล่า ก็ไม่เห็นต้องเปลี่ยนคำนำหน้าอะไรนี่
ต่างประเทศเค้าก็มีให้เลือก Miss Mrs Ms มันควรจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอยู่แล้ว
กระนั้นเรายังว่ามันไม่เท่าเทียมเลย เพราะผู้ชายมีแค่ Mr อย่างเดียว
จริงๆปัญหามันคือนางสาว ไม่ควรจะมี มีแค่ นาย กับ นาง จากเด็กหญิง ก็เป็น นาง เลย
หรือจะให้ดี ไม่ต้องมีคำนำหน้าเลย บางประเทศเค้าก็ไม่มี เพราะไม่เห็นความจำเป็น
อย่างญี่ปุ่น เค้าก็เรียกชื่อ ตามด้วย ซัง อย่างเดียว อยากรู้ว่าเพศอะไร ก็ดูชื่อหรือดูหน้าเอาเอง
จากคุณ : Queen of hearts
แทนที่จะแก้ปัญหาเรื่องแค่นี้น่าจะไปแก้เรื่องปากท้องชาวบ้านก่อนนะ
โตๆกันแล้วอะไรควรทำก่อนทำหลังน่าจะรู้อยู่แก่ใจไม่น่าจะมามีปัญหากัน
กับเรื่องแค่คำนำหน้าชื่อเลยนะคิดกันได้แค่นี้บ้านเมืองถึงเป็นอย่างนี้ไง
คงเจริญหรอกเมืองไทย !!!!
จากคุณ : เพื่ออะไร
ยินดีด้วยที่ผู้หญิงมีสิทธิเลือกคำนำหน้าของตัวเองได้ครับ
จากคุณ : เก่ง
คำนำหน้าเป็นเพียงสมมติ….มิใช่แก่นสาร
พฤติกรรมของคนต่างห่าง……….. ที่บอกถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
แก่หงำเหงือก….จู้จี้..ขี้บ่น ..อิจฉาริษา..โมโหร้าย…และมีคำว่านางสาวนำหน้า….
มันจะมีค่าอะไรให้ภูมิใจ
จากคุณ : หลงสมมติ
ประกาศยกเลิกซักตัวเลยครับ ผู้หญิงมาประชุมกันซะว่าจะเลือกใช้คำอะไร
เลือกเปลี่ยนไปมาได้มันจะสับสนมากกว่า แล้วไม่รู้ว่าการเปลี่ยนไปมานี้มันเพื่ออะไร
ในเมื่อสถานะของคำสองคำนี้ มันไม่ได้แตกต่างกันแล้ว
จากคุณ : ****
ให้พวกเธอไปก่อนครับ วันนึงผมจะเรียกร้องความเป็นธรรมจากผู้หญิงบ้าง
จากคุณ : บางเรื่องหญิงก็เอาเปรียบชาย
ดิฉันในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งก็ต้องการความเท่าเทียมกับผู้ชายแต่เราไม่จำเป็นจะต้องแก้ไข
ด้วยการมีกฎหมายอย่างนี้ มันไม่ได้ช่วยอะไรเลยนอกจากจะทำให้สังคมมั่วกันมากขึ้น
เพราะต้นเหตุของปัญหาส่วนมากแล้วเกิดจากผู้ชาย ทำไมถึงไม่แก้ไขที่ผู้ชายล่ะ
ถ้าแต่งงานแล้วก็มีระบุไปเลยในบัตรทุกบัตรน่ะ(ว่าสมรส)ทำไมจะทำไม่ได้เป็นการกระทำ
ที่ง่ายกว่าออกกฎหมายบ้าๆบอๆด้วยซ้ำ
จากคุณ : กฎหมายวุ่นวายแห่งปี
ลองดูสำนวน เหล่านี้ครับ… ว่ามันเกิดมาได้ยังไง
ใส่ตะกร้าล้างน้ำ (ตอนนี้เรามี กม. ล้างน้ำให้แล้ว)
ไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ สตรีเพศนะครับ ผมว่ามันเป็นผลพวงมาจากค่านิยมโบราณคร่ำครึ
อีกอย่าง ปัญหาทางสุขภาพก็ด้วย… การที่เราให้ ฝ่ายหญิงหรือบุตรใช้นามสกุลสามี
มันจะได้ป้องกันความผิดพลาดหรือโรคภัยไข้เจ็บอันเนื่องมาจาก สายโลหิต
และพันธุกรรมด้วยน่ะ ..เหมือนที่คนจีนแซ่เดียวกัน เค้าไม่แต่งกันน่ะครับ
จากคุณ : อะแซหวุ่นกี้
ได้ฟังจากเพื่อนร่วมงานต่างชาติ ทั้งซีกตะวันตกและตะวันออก ต่างก็มีวิธีการปฏิบัติ
ไม่ต่างจากไทยเรื่องคำนำหน้าชื่อและการเปลี่ยนไปใช้นามสกุลสามีหลังสมรส
ผมเข้าใจว่าไทยก็น่าจะได้รับอิทธิพลนี้มาจากต่างชาติ
เพียงแต่ไม่ใช่แค่ไม่กี่ประเทศที่เค้าทำแบบนี้ มันเป็นส่วนใหญ่ของโลก
เพราะเหตุผลที่ลึกกว่านั้นมีอีกหลายเรื่อง เช่น ป้องกันการแต่งงานกับญาติตัวเอง เป็นต้น
แล้วทำไมไทยต้องรีบเปลี่ยนเรื่องอะไรไม่เป็นเรื่องแบบนี้
ทำไมไม่รีบให้คนไทยเปลี่ยนพฤติกรรมการประหยัดพลังงาน
ทำไมไม่รีบให้คนไทยมีระเบียบวินัยมากขึ้น
ทำไมไม่รีบให้คนไทยมีฐานะการเงินดีขึ้น
ทำไมไม่รีบให้คนไทยได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น
จากคุณ : …………
อยากแสดงความคิดเห็นในฐานะ “ผู้ชาย” คนหนึ่ง อย่างเป็นกลางที่สุด(เท่าที่จะทำได้)
การออกกฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ “ผู้หญิง” บางคนหรือบางกลุ่มยกมาอ้างเลย
เพราะเท่าที่เคยเห็นเรียกร้องกันมา คือความเสมอภาค ชอบอ้างว่าผู้ชายแต่งงานแล้วใช้ นาย
แต่ผู้หญิงแต่งงานแล้วต้องเปลี่ยนจาก นางสาว เป็น นาง คุณๆเหล่านั้นอ้างว่าไม่เป็นธรรม
ไม่เท่าเทียมและการที่ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าผู้ชายคนไหนสมรสแล้ว
(เพราะใช้นายอย่างเดียว)ทำให้เกิดปัญหาการหลอกลวงผู้หญิง การสมรสซ้อน ฯลฯ
ผมถามนิดเดียวว่าการเสนอให้ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วสามารถเลือกใช้คำว่า นางหรือนางสาว ก็ได้นี่
มันแก้ปัญหาต่างๆที่คุณๆเหล่านั้นยกมาอ้างได้หรือไม่ แยกกันเป็นเรื่องๆไปเลยแล้วกัน
1. ความเสมอภาคระหว่างชายและหญิง ความจริงแล้วถ้าจะให้เสมอภาคกันจริงๆ
สิ่งที่คุณควรเรียกร้องหรือแก้ไขคือ เมื่อชายจากเด็กชายเปลี่ยนเป็นนายเลยไม่ว่าจะสมรสแล้ว
หรือไม่ หญิงก็ควรเปลียนจากเด็กหญิงเป็นนางเลย โดยไม่แยกว่าสมรสหรือยัง ซึ่งดูจะเสมอภาค
กันมากที่สุด และไม่สร้างความสับสนให้สังคมเหมือนที่ทำกันแบบนี้ (ใช้นางกับนางสาวปนกันมั่ว)
แต่คุณไม่เลือกแบบนี้เพราะอะไรหรือครับ เพราะความ “ดัตจริต”(ขอโทษที่ใช้คำไม่ค่อยสุภาพ)
ของผู้หญิงบางคนหรือบางกลุ่มใช่หรือไม่ ที่อยากเป็นนางสาวทั้งๆแต่งงานแล้วหรือแต่งแล้วแต่หย่า
เพราะอยากจะอัพเกรดตัวเองให้เป็นนางสาวอีกครั้ง ทั้งๆที่สร้างความสับสนให้สังคมมากกว่า
แทนที่จะให้ใช้ นาง คำเดียว ทั้งแต่งและไม่แต่ง แต่ที่เลือกแบบนี้เพราะว่า
คุณๆเหล่านั้นก็รู้ว่า ถ้าให้ใช้ นาง คำเดียว ไม่มีนางสาว นี่ ผู้หญิง(ที่ยังโสด)ส่วนมากรับไม่ได้
ก็เลยยอมสร้างความสับสนให้สังคมเพียงเพื่อสนองตัณหาของตนเอง โดยอ้างความเสมอภาค
ทางสังคม(อันหลอกลวง)
2.ปัญหาเรื่องสมรสซ้อนหรือการหลอกลวงว่ายังโสด (โดยใช้คำว่านาย)
ผมถามนิดเดียวว่าปัญหานี้แก้ได้ด้วยการให้ผู้หญิงใช้คำว่า นางสาว ได้ทั้งๆที่แต่งงานแล้วจริงหรือ
ผมว่าคุณๆผู้หญิงทั้้งหลายคงจะตอบได้เลยว่า ไม่ได้ เพราะอะไรหรือครับ เพราะต้นตอของปัญหา
มันไม่ได้รับการแก้ไข จริงๆแล้วปัญหานี้มีคนเสนอแนะมากมายว่า ควรจะให้กำหนดสถานภาพ
การสมรสไว้ในหลักฐานทางราชการ เช่น บัตรประจำตัวประชาชน หรือ บัตรข้าราชการ
บางคนอาจจะแย้งว่า เวลาจะไปหลอกหรือไปจีบสาว มีใครแสดงบัตรต่างๆเหล่านี้บ้าง
ข้ออ้างนี้ก็ถูก แต่ถูกไม่หมด เพราะว่าปัญหาสมรสซ้อนนี้ ส่วนมากเกิดกับคนใกล้ชิดกันเป็นส่วนมาก
เช่น ทำงานด้วยกัน หรือหน่วยงานเดียวกัน เจ้านายลูกน้อง ฯลฯ ซึ่งการกำหนดสถานภาพ
ไว้ในบัตรต่างๆจะทำให้โอกาสหลอกลวง หรือสมรสซ้อนลดลงไปได้มาก
(สมรสซ้อนนี่หมดไปได้เลย เพราะมันโชว์เลยว่าสมรสแล้ว)
และการกำหนดสถานภาพการสมรสไว้นี้ ก็ยังทำให้โอกาสหลอกลวงลดน้อยลง
เพราะทำให้ผู้หญิงสามารถตรวจสอบได้ โดยง่ายว่าผู้ชายคนนี้สมรสหรือยัง
ที่หลายๆคนยกมาว่า ครั้งแรกที่เจอกันคงไม่มีใครมาขอดูบัตรกันหรอก อันนี้ผมเห็นด้วย
การที่เราได้ทำความรู้จักใครในครั้งแรก การจะมาขอดูบัตรคงไม่ใช่มารยาทอันดี
แต่คุณก็คงไม่ได้หลงรักใครหรือยอมไปนอนกับใคร ตั้งแต่เจอกันในครั้งแรกกระมัง
(ถ้าเป็นผู้หญิงที่ดีพอ) หรือแม้ว่าจะมีคุณๆบางคนบอกว่าเป็นรักครั้งแรก ผมก็ว่ามันเกิดขึ้นได้
แต่ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะขอตรวจสอบสถานภาพก่อนการคบกันอย่างจริงจังต่อไปได้
แต่การมาให้ผู้หญิงใช้คำว่า นาง หรือ นางสาว หลังแต่งงานแล้วนี่ไม่ได้แก้ไขอะไรเลย
นอกจากจะสร้างความสับสนให้สังคมเพิ่มขึ้น หนำซ้ำยังทำให้มีโอกาสเกิดปัญหามากขึ้นด้วยซ้ำ
จากคุณ : แก้ปัญหาหรือสร้างปัญหา
บอกว่าเสียเปรียบผู้ชายเพราะผู้ชายจะได้หลอกลวงได้ ก็เลยแก้ปัญหาด้วยการทำให้เหมือนกัน
สรุปแล้วปัญญาผู้ชายหลอกลวงได้ถูกแก้ไหมครับ กลับกลายเป็นว่าเกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาคือ
“ผู้หญิงหลอกลวง” เพิ่มขึ้นมาอีก เหมือนกับว่าด่าเขาหาว่าเขาเลว ถ้าจะให้ดีต่อสังคม
ฉันก็ต้องเลวด้วยใช่ไหม หึๆๆ…
จากคุณ : งี่เง่า…
อยากเป็นนางสาว ถ้าอายุอานาม ยังรุ่นๆ ก็คงยังดูดี นะคะ แต่ถ้า แก่ขึ้นเลข 4
แต่ยังเป็นนางสาวนี่ ก็ ดูพิลึก คนจะนึกไปว่าแก่ป่านนี้ยังไม่มีใครเอา
จากคุณ : นุ้ย
ยังไงก็ไม่เปลี่ยนกลับหรอกค่ะ ภูมิใจในความเป็นนาง และเปลี่ยนนามสกุลมาใช้
นามสกุลสามีค่ะ ถึงแม้นจะมีอะไรเกิดขึ้นในอนาคตก็ไม่เปลี่ยน เสียเวลา ไร้สาระ
จากคุณ : ………
Fair ดี ชอบ
จากคุณ : tak
….มีหลากหลายความคิดเห็น ต่างคนต่างมุมมอง ต่างมีเหตุผล…
…แล้วคุณล่ะ คิดเห็นยังไงกันบ้างล่ะ...
ต่อมเสียงคุณ