กรรมของคนรู้มาก…สุขของคนที่เข้าใจ

1 10 2008

เคยกันบ้างมั้ยที่รู้สึกหงุดหงิดกับคน สิ่งของ แวดล้อม สังคม ทุกสิ่งทุกอย่าง
ที่อยู่รอบตัว อะไรก็ดูรกหูรกตา ไม่เข้าที่เข้าทาง ทำไมไม่เป็นแบบนั้น แบบนี้
คำถามประเดประดังผุดขึ้นมาในสมอง
ยิ่งโตขึ้น ยิ่งได้เห็น ยิ่งได้ยิน ยิ่งได้รู้มากขึ้น
ก็เริ่มจับผิด สิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิด ก็เถียงเพื่อเอาชนะในความคิด

รู้เยอะ เห็นเยอะ คิดเยอะ กลายเป็นทุกข์ใจไปเสียงั้น
กว่าจะหาคำตอบเจอ ว่าทำไมชีวิตยิ่งเรียนรู้มากแทนที่จะดีขึ้น
กลับกลายสร้างความทุกข์ให้กับตัวเองไม่รู้ตัว
โชคดีทีเพื่อนส่งเมล์มาให้ พอได้อ่าน ก็รู้สึก ใช่เลย..สิ่งที่เรากำลังหาคำตอบพอดี
น่าจะเป็นประโยชน์กับหลายคนที่มีอาการแบบนี้…เลยเอามาแบ่งปันสู่กัน

เพราะการที่เรารู้มาก ใช่ว่าเราจะเข้าใจได้ถ่องแท้…
ความเข้าใจต่างหาก คือคำตอบของการปลดทุกข์…

คัดลอกจาก : นิตยสาร สารกระตุ้น ฉบับเดือนสิงหาคม 2549, หน้า 130
ผู้เขียน : สุรศักดิ์ กาญจนภูษิต

ก่อนเรียนสถาปัตย์ฯ ผมเห็นบ้านเมืองสวยงามดี ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไม่มีปัญหา
พอได้เรียนสถาปัตย์ฯ เริ่มรู้ว่าความงามคืออะไร รสนิยมที่ดีคืออะไร ทันใดนั้นเอง
บ้านเมืองที่เคยสวยงามก็เปลี่ยนไป กลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความเกะกะ ทั้งเสาไฟ
เสาทางด่วน ป้ายโฆษณา บ้านที่มีเสาโรมันนั่นก็ห่วย ตึกสูงโด่เด่ในเขตเมืองเก่านั่นก็แย่
ลามไปถึงวัดที่สร้างอุโบสถผิดสัดส่วนก็ไม่งามตา เห็นแล้วก็ยิ่งหงุดหงิดรำคาญใจไม่ใช่น้อย
แบบที่เรียกว่ายิ่งรู้ก็ยิ่งทุกข์หรือเปล่า

ก่อนจะสนใจการเมือง บ้านเมืองดูเหมือนไม่มีปัญหา ผมเองก็มีความสุขกับชีวิตดี
แต่เมื่อได้เริ่มเสพข้อมูลทางการเมืองมากขึ้น ได้รู้ได้เห็นถึงความชั่วร้ายของคนขี้
โกงที่ทำไว้กับบ้านเมืองที่เรารัก ย่ำยีผลประโยชน์ส่วนรวมเอาไปเขมือบกันเอง
แถมยังปันหน้าเป็นคนดีอยู่ในสังคมได้ด้วยเล่ห์เหลี่ยมที่รู้ๆ กันแต่จับไม่ได้คาหนังคาเขา
ก็ยิ่งสร้างความอึดอัดใจให้กับชีวิตมากขึ้นแต่ละวันก็มีข่าวใหม่ๆ มาให้รู้ ยิ่งรู้ก็ยิ่งเครียดขึ้นไปอีก
แบบนี้เรียกว่าเป็นกรรมของคนรู้มากได้ไหม ไม่รู้ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว

ก่อนจะรู้จักกับติ๋ม ติ๋มก็ดูเป็นคนติ๋มๆ ดี จนกระทั่งผมรักติ๋ม ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
ผมโทรคุยกับติ๋มเป็นประจำ คลุกคลีเอาใจใส่ติ๋มจนได้รู้ธาตุแท้ของความเป็นติ๋มมากขึ้น
ติ๋มเปลี่ยนแฟนเหมือนเปลี่ยนถุงเท้า ติ๋มให้ความหวังกับผู้ชายทุกคนที่หลงเข้ามา
บ่อยครั้งที่ติ๋มต้องโกหกเพื่อสับรางรถไฟ หลังจากหัวปักหัวปำอยู่ได้พักใหญ่
ผมก็รู้ว่าติ๋มเป็นคนเห็นแก่ตัว ใจร้าย หลายใจ และติ๋มก็มีวิธีป้องกันตัวเองให้ดูดี
ในสายตาคนอื่นเสมอ ยิ่งรู้ก็ยิ่งช้ำ ยิ่งรักก็ยิ่งเกลียด มันอาจจะดีกว่าหรือเปล่า
ถ้าเราจะไม่รู้อะไรเสียบ้าง เพื่อให้ชีวิตไม่ต้องจมอยู่กับความทุกข์ที่ได้รู้ได้เห็น
ในเรื่องที่ไม่อยากรู้ไม่อยากเห็น

ความคิดนี้ทำให้ผมนึกไปถึงคำพูดของนักปราชญ์เชน
ท่านหนึ่งที่ว่า “ก่อนเรียนเชน ฉันเห็นภูเขาเป็นภูเขา เมื่อได้เรียนเชน ฉันเห็นภูเขาไม่เป็นภูเขา
เมื่อเข้าใจเชน ฉันเห็นภูเขากลับมาเป็นภูเขา” เมื่อความเข้าใจเกิดขึ้น ภูเขาที่เคยไม่ใช่ภูเขา
ก็กลายเป็นภูเขาเหมือนเดิมได้ ดูเผินๆ อาจเหมือนการเล่นคำให้วกวน แต่มันกลับทำให้
ผมสนใจคำว่า “เข้าใจ” มากเป็นพิเศษ ไม่ใช่ เพราะใคร ก็เพราะติ๋มนั่นเอง
หลังจากที่เจ็บมาพอสมควร จนจวนจะทนไม่ได้ ก็ควรจะถึงเวลาที่ผมจะตัดใจเสียที
แต่ยิ่งตัดใจก็ยิ่งฝืนความรู้สึกตัวเอง ยิ่งฝืนก็ยิ่งฝืด ผมจึงเปลี่ยนยุทธิวีธีรับมือเสียใหม่
แทนที่จะตัดใจก็เปลี่ยนมาทำความเข้าใจติ๋มแทน

ติ๋มเป็นผู้หญิงกำพร้าพ่อมาตั้งแต่เกิด
แม่ต้องออกจากบ้านไปหารายได้ ทำให้ติ๋มรู้สึกขาดแคลน ต้องการเติมเต็มให้กับชีวิต
โชคดีที่ติ๋มเป็นคนหน้าตาดี ก็เลยมีคนอาสามาช่วยกันเติมเต็มให้กับติ๋มมากมาย
และการที่ติ๋มไม่เคยปฏิเสธคนเหล่านั้น ไม่ได้หมายความว่าติ๋มเป็นคนไม่ดี
เพียงแต่ติ๋มรู้สึกกลัวที่จะต้องคอยอยู่คนเดียวเท่านั้น ในขณะที่ผมเป็นทุกข์
เพราะเห็นติ๋มเปลี่ยนแฟนเป็นว่าเล่น ติ๋มเองกำลังเป็นทุกข์ที่ไม่สามารถหาจุดลงตัว
ให้กับตัวเองได้เหมือนกัน เมื่อเข้าใจติ๋ม ผมก็ไม่เหลือความโกรธเกลียดติ๋มอีกต่อไป
ติ๋มก็เป็นเช่นนี้เอง มีความสุข มีความทุกข์ในแบบของติ๋ม ยิ่งผมอยากให้ติ๋มเปลี่ยนไป
เพื่อความพอใจของตัวเองเท่าไร ผมเองนั่นแหละที่จะยิ่งเจ็บ

“ก่อนที่ผมจะรู้จักติ๋ม ผมเห็นติ๋มเป็นติ๋ม เมื่อผมได้รู้จักติ๋ม ผมเห็นติ๋มไม่ใช่ติ๋ม
จนผมได้เข้าใจติ๋ม ติ๋มก็กลับมาเป็นติ๋มอีกครั้ง”

วันหนึ่ง อาจารย์สถาปัตย์ฯ ท่านหนึ่งเดินเข้ามาในห้องเรียนด้วยสีหน้าอิ่มเอิบ
แทบจะร้องยูเรก้าออกมาแล้วบอกว่า “ผมค้นพบแล้ว เมืองไทยก็คือเมืองรกๆ เมืองหนึ่งนี่เอง
ถ้าเมืองไทยไม่มีป้ายโฆษณางานวัด ไม่มีแผงลอยข้างทาง ไม่มีความไม่มีระเบียบ
ให้เห็นเต็มถนน เมืองนี้คงไม่ใช่เมืองไทย พอเข้าใจแบบนี้แล้วก็เลยรู้สึกสบายใจ
อย่างบอกไม่ถูก” นี่แหละคือประโยชน์ของความเข้าใจ ในระยะหลังผมจึงเอาใจใส่
กับการทำความเข้าใจเป็นพิเศษ เพราะความเข้าใจในทุกสิ่ง เป็นการเรียนรู้ที่จะพาเรา
ทะลุความซับซ้อนสับสนของเปลือกนอก ไปสู่ความเรียบง่ายที่รวมกันเป็นเอกภาพ
ได้จนน่าแปลกใจ

ถ้าเรามีความเข้าใจให้ใครสักคน เราคงไม่รู้สึกหงุดหงิดรำคาญเขาได้ลงคอ
คนรู้มากจึงไม่ใช่คนมีกรรม ถ้าเราสามารถพัฒนาความรู้นั้นมาเป็นความเข้าใจลึกซึ้ง
ชนิดที่รู้ไต๋กันเป็นอย่างดี เราก็จะอยู่ร่วมกับปัญหานั้นๆ ได้อย่างสงบสุข
เหมือนกับตอนที่เรายังไม่ได้รู้จักมันเลย เข้าทำนอง “สูงสุดคืนสู่สามัญ” นั่นแหละ

สุดท้ายปัญหาก็ตกอยู่ที่ว่า ในช่วงชีวิตหนึ่ง คนเราจะสามารถทำความเข้าใจสิ่งที่ตัว
เองเกลียด โกรธ กลัว ได้มากแค่ไหน พระท่านว่าไม่ยากเลย เพียงแค่เริ่มทำความเข้าใจ
ตัวเราเองให้ได้ก่อน แล้วทุกสิ่งในโลกนี้ก็จะไม่ใช่เรื่องยากเกินทำความเข้าใจ
มีเรื่องน่าตื่นเต้นอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะบอก พระอาจารย์ “ติช นัท ฮันห์” พระเชนผู้ยิ่งใหญ่
ชาวเวียดนาม เคยอธิบายคำว่า “นิพพาน” ด้วยภาษาง่ายๆ ว่า
มันคือเรื่องของ “ความเข้าใจ” นั่นเอง


เลือกคำสั่ง

ข้อมูล

One response

2 10 2008
นเรศ_เบน

ชอบๆ โดนใจ บางทีก็เสียดายความไร้เดียงสาเมื่อตอนเป็นเด็ก แต่ก็ดีใจที่มีความคิดความอ่าน มีความรู้เป็นผู้ใหญ่ ความเข้าใจน่าจะเป็นสมดุลย์ทางออกที่ดี

ใส่ความเห็น