เริ่มต้นตัดสินใจ…

3 04 2009

หลังจากหลุดพ้นจากชีวิตมนุษย์เงินเดือน
ก็ได้มีอิสระ มีเวลาเหลือเฟือที่จะทำนั่นนี่โน่นตามใจอยาก
การได้เข้าคลาสเรียนด้าน product design ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง
ที่เคยฝันไว้เมื่อยังเด็ก ห้องเล็คเชอร์ที่นี่ทำให้เราดูเด็กลงไปอีกเยอะ
รู้สึกแบบนั้นจริงๆ การได้กลับมานั่งเรียนทำให้ความสดใสในชีวิต
กลับมาด้วยเหมือนกัน อย่างที่เค้าว่าไม่มีใครแก่เกินเรียน
ความรู้มีอยู่มากมาย ทีผ่านมาในชีวิตมันแค่เศษเสี้ยวเท่านั้นจริงๆ

คลาสนี้แม้ว่าเราไม่ได้มีความรู้ด้านออกแบบเลยสักนิด แต่ก็ไม่มีปัญหา
สิ่งสำคัญของนักออกแบบที่ดี คือ มีความคิดสร้างสรรค์ต่างหาก
ใครๆก็มีความคิดทั้งนั้น แต่ถ้าแปลกใหม่ แตกต่าง ไม่ซ้ำใคร
แถมเข้าท่า ทำได้จริงนี่สิ ถึงเรียกว่านักออกแบบจริงๆ
จะต้องคิดจนหัวระเบิด เป็นร้อยเป็นพันชิ้น
ตราบใดที่เรายังสนุก ยังไม่ละความพยายาม สักวันเราต้องมีงานที่ดีๆ ออกมาแน่นอน

ว่างงานปุ๊บ เริ่มงานใหม่ปั๊บ จะว่าไปแล้ว เราอาจโชคดีกว่าใครหลายคน
เพราะที่บ้านยังมีกิจการรอให้ลูกๆรับช่วง แถมยังโชคดีอีกต่อนึง
ที่เป็นกิจการที่อยู่ในสายงานที่เป็นความฝันของเราด้วย
คือการได้ออกแบบ สร้างสรรค์งานดีไซน์
ของแต่งบ้านชิ้นเล็กๆชิ้นนึง มีคนสนใจซื้อไปตกแต่ง
รู้ว่าสินค้าที่เราคิดขายออก ก็รู้สึกตื่นเต้นลิงโลดแล้ว
บางทีความสุขมันก็เกิดขึ้นได้ใกล้ๆตัว แค่รู้ว่ามีใครสักคน
ชอบและซื้อในสิ่งที่เราทำขึ้นมา มันก็อิ่มเอมได้ไม่รู้ตัวเลยเชียว

ใครอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ว่าจริงๆอยากทำไร หรือใครที่อยู่ในสถานภาพ
ของคนว่างงาน ช่วงว่างๆแบบนี้ ลองไปเรียนรู้หาไรใส่สมองดูสิ
บางทีเราอาจจะค้นพบตัวเองจากประสบการณ์ครั้งนี้ก็ได้
มีคอร์สไหนเปิด คลาสไหนน่าสนใจ ลองไปสมัคร ไปเรียนรู้
โดยเฉพาะคลาสไหนเป็นวิชาชีพ ที่ได้ลงมือผลิต ทำจริงๆแล้ว
แบบนี้ก็น่าสนุกไปน้อย เราจะได้รู้ว่า มันใช่ที่ชอบมั้ย หรือไมไหวเอาสะเลย
เดินเข้าไปหา ถ้าไม่ไปก็ไม่มีวันรู้ว่ามันใช่หรือไม่…

เอาใจช่วยทุกคนที่ว่างงาน และที่คิดจะเปลี่ยนงาน
ลองถามใจตัวเองและหาคำตอบให้เจอ ไม่มีไรยากเกินกว่า
การทำการตัดสินใจ…
เอาง่ายๆเลย เพียงแค่ตัดสินใจที่จะเริ่ม…. คุณตัดสินใจได้รึยัง





ตกงานอย่างเป็นสุข!

12 02 2009

รู้สึกเคว้งเหมือนลอยเวิ้งอยู่กลางอากาศ
ยืนงงตกอยู่ในภวังค์ แม้ใครสะกิดก็ไม่อาจรับรู้ได้
อาการนี้เกิดขึ้นอัตโนมัติ หลังจากที่เหตุการณ์บางอย่าง
ส่งตรงมากระทบจิตใจจนเกินกว่าจะรับได้
คุณเคยรู้สึกแบบนี้บ้างมั้ย…

สำหรับเราถ้าจำความได้ อาจมีบ้างแต่ไม่มีอาการมากขนาดนั้น
อาจจะลอยๆ นานเกิน 2 นาที บ้าง แต่ก็
ดึงสติกลับมาได้ทุกครั้งทำนองนั้น

แต่ครั้งนี้สิ ไม่เหมือนครั้งก่อน เพระอาการนี้มันสะกดใจ
ปล่อยสติให้เตลิดไปไม่อยู่กับตัว นานเอาหลายนาทีเหมือนกัน
นับว่านานที่สุดเท่าที่มีมา

อะไรล่ะ ที่ส่งผลรุนแรงต่อจิตใจขนาดนั้น
แขนขาแทบไม่มีแรง สมองชา
มืดแปดด้าน มันเป็นยังไงก็เพิ่งรู้ก็ครั้งนี้

แฟนบอกเลิก…ดูเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่
ถูกสะกดรอยตาม…คนนั้นคงคิดผิดมาก ยังไม่ใช่
โดนปล้นจี้…ก็ยังไม่ใช่
เสียของรัก…เข้าท่าแต่ก็ยังไม่ใช่

จริงๆไม่มีอะไรเลย มันก็แค่คำพูด
2-3 ประโยคแค่นั้นจริงๆ

“คุณคงรู้ว่าสถานการณ์ภายในออฟฟิสเป็นยังไง”
ได้ยินแค่นี้ก็รู้แล้วว่า…ตาฝรั่งหัวแดงจะบอกอะไรต่อ

“แผนกเราโดนผลกระทบครั้งนี้ด้วย…
และเราจำเป็นที่ต้องปลดคนออก..”

แค่นี้ใช่มั้ยที่แกเรียกชั้นเข้ามาบอก
จะบอกว่าชั้นถูกล็อตเตอรี่ล่ะสิ
เลขที่ออก ถึงมาตกที่ชั้นเนี่ยยยย
ในใจแอบเคือง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่า
เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ข่มใจยอมรับ แล้วเดินออกมา
อย่างไม่ตีโพยตีพาย ประหนึ่งว่า ชั้นเฉยๆ

หลังจากเดินออกมาจากห้องเชือด จะเรียกแบบนั้นก็ได้
ความรู้สึกอิสระ ปลดปล่อย ช็อค
มันปนเปกันมั่วไปหมด…

ใจจริงก็เบื่องานมาเต็มแก่ แต่ยังประวิงเวลา
กินเงินเดือนไปก่อน เศรษฐกิจแบบนี้
มีแต่คนบอกว่ามีงานก็ทำไปเหอะ ดีกว่าตกงาน

ก็เลยทำแบบทนๆไป จนในที่สุดทางเลือก
มันก็มักเดินทางเข้ามาหาเราเอง
โดยที่ไม่ต้องตัดสินใจเลย

คิดไปแล้วก็ดีเหมือนกัน
หลายโครงการสารพัดในสมอง
ได้แต่คิดและคิด ไม่เริ่มทำสักที

…การตัดสินใจที่จะทิ้งงานและเงินที่ได้ประจำ
เพื่อที่จะเริ่มต้นใหม่ทำอะไรที่รักและชอบด้วยตัวเอง
มันก็คงยาก ความสำเร็จกับความล้มเหลว
อยู่ใกล้กันเพียงพลิกฝ่ามือ หลายคนเลยไม่พร้อม
ที่จะสี่ยง ได้แต่ผลัดวันไปเรื่อยๆ รอและรอเวลาวันนั้น

ช็อค ตกใจ อึ้ง… เกิดขึ้นฉับพลัน
แต่มันก็หายไปในทันทีได้เหมือนกัน
คุ้มเกินคุ้ม เพื่อแลกกับ อิสระ สบายใจ
ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ เป็นนายของตนเองท้าทายกว่า

ทางเลือกมีอยู่เสมอ
คำตอบก็ถูกกำหนดไว้แล้ว
เพียงแต่เราจะเป็นผู้ค้นพบเอง
หรือไม่ต่างหาก…

ใครว่าตกงานแล้วไม่มีความสุข
ขอบอกว่าไม่จริงเล้ยยย :D





eaRLy syNdrOme…จะรีบไปไหนกัน

16 01 2009

วันนี้ก็เหมือนวันก่อน และเหมือนอีกหลายวันที่แล้ว
หรือจริงๆมันก็เป็นแบบเดียวกันทุกวัน
ไม่รู้ว่าตนเองเริ่มไปตีสนิทกับ ความเร่งและรีบ ตั้งแต่ตอนไหน
กว่าจะรู้ตัวอีกที มันก็เข้ามาแทรกอยู่ในทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน
ไปเสียแล้ว…

ไม่ว่าจะรีบกับการเดินทาง การทำงาน การกิน การรอคิว
รอรถ รอสัญญาณไฟ รออาหารที่สั่ง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องรอ…
ทำไมน๊า มันถึงจะใจเย็นสักนิดไม่ได้เลยหรือไง
แต่จริงๆ มันก็ไม่ได้จะเร่งและรีบไปเสียทุกเรื่องหรอก เพียงแต่
รู้สึกว่ามากเสียจนมองไม่เห็นเรื่องที่เคยใจเย็นแล้วเท่านั้นเอง

ไอ้อาการเหล่านี้ เกิดขึ้นมากในสังคมเมืองๆที่เราอยู่กันนี่แหล่ะ
จะไปโทษสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต ก็ไม่ได้เต็มปาก
แม้ว่าอาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราไปผูกพันธ์กับความเร่ง
และรีบก็ตาม แต่ส่วนตัวก็เชื่อว่าเป็นเพราะนิสัยหรือพฤติกรรมของ
ตนเองด้วยล่ะ ส่วนอื่นมันแค่กระตุ้น ยิ่งได้รับสิ่งกระตุ้นพุ่งเข้าใส่
ปกติมักจะทำอะไรๆที่เร็วอยู่แล้ว มันก็เลยดูยิ่งเร่งและรีบ
กว่าเดิมเป็นเท่าตัว…

พอมีโอกาสได้อยู่นิ่งๆสักนิด ได้เห็นคนอื่นที่เร็วและรีบแล้ว
มันก็เลยทำให้ได้สติมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง…
เลยคิดได้ว่า เออเนอะบางเรื่องก็ไม่เห็นต้องเร่งมันเลยหนิ
ช้าลงไปอีกนิด คำตอบมันก็ไม่ได้วิ่งหนีหายไปไหน ก็ยังรอ
เราค้นพบอยู่ที่เดิมนั่นแหล่ะ…

ตอนนี้เลยเริ่มนิ่ง คิดนานขึ้นกว่าที่เคยเป็น ไม่ยอมปล่อยให้
ความเร่งมากระตุ้นให้เรารีบได้เหมือนก่อน เค้าว่ายิ่งรีบก็ยิ่งรน
ยิ่งรนก็ยิ่งหงุดหงิด หน้าสวยๆเลยกลายเป็นยักษ์โดยไม่รู้ตัว
สร้างมลภาวะทางจิตให้ตนเองและคนรอบข้าง มีแต่แย่ลงไปเปล่าๆ

จากเมื่อก่อน วัยละอ่อน ทำไมยังมีเวลาใส่ใจ ดื่มด่ำกับความเป็นไป
ของสิ่งที่อยู่รอบๆตัว ไม่ว่า จะนั่งดูมดน้อยเดินเป็นทาง ไปสูดไอดิน
ดมกลิ่นหญ้า ฟังเสียงใบไม้ไหว แหงนหน้ามองก้อนเมฆว่าเป็น
รูปอะไร นั่งรถเมล์ดูทิวทัศน์ไปเรื่อย อีกสารพัดเนิบๆ เชิ๊บๆ เรื่อยๆ
แบบไม่ต้องรีบเกิน…

ตอนนั้นทำได้ ตอนนี้ทำไมไม่ทำ หรือเราลืมมันเอง
ก็ว่าจะเริ่มสังเกตสิ่งรอบข้างมากขึ้นกว่าที่เป็น
เรื่องไหนที่ไม่ได้รัดตัวจนต้องรีบ ก็ให้เวลากับมัน
มัวแต่ไปบีบ เค้น เร่งเสียจนผิดรูปร่าง ใจมันก็เลยหายใจไม่คล่อง
กำจัดอาการ early syndrome ให้ค่อยๆหายไป
เปลี่ยนมาเป็นใช้ชีวิตแบบ slow life เสียบ้าง
อย่างน้อยอาหารพวก fast food ก็ไม่ไปแตะ ลิ้มรสกับข้าว
ฝีมือตนเองบ้าง แม้ว่าฝีมือยังไม่ขั้นเทพ แต่ก็พอไหวอยู่

ดำเนินวิถีชีวิตในแบบเดิม เพียงแต่เปลี่ยนมุมมอง
หันมาใส่ใจ รายละอียดเล็กๆน้อยบางอย่างมากขึ้น
เอาแบบพอดีๆ ไม่เหนื่อยจนเครียด ไม่เอื่อยจนเฉื่อยไปก็น่าจะดี

-ความสุขมีอยู่รอบๆตัว แต่เราลืมที่จะมองมัน ก็เท่านั้น-





ธรรมะเบาๆรับปีใหม่

5 01 2009

หยุดยาวช่วงปีใหม่ ตั้ง 9 วัน เสาร์อาทิตย์ชนกัน 2 รอบ
ได้พักยาวๆ นอนตีพุงอยู่ที่บ้าน สุขใจจริงแฮ แต่ก็อดเศร้าใจไม่ได้
กับข่าวเพลิงไหม้รับปีใหม่ ได้แต่ขอให้ผู้เคราะห์ร้ายทุกคนไปสู่สุขคติ

พ้นเรื่องเศร้าใจไป ก็ได้เรื่องชื่นใจมาเติมสมองและหัวใจ
กับเมล์ที่เพื่อนส่งมาให้ หยุดไปหลายวัน เมล์ล้นกล่อง
เช็คแทบไม่ทัน แต่ก็สะดุดกับเมล์อันนี้แหล่ะ
เป็นพร จาก ท่าน ว.วชิรเมธี เริ่มต้นปีด้วยข้อคิดดีๆ
ที่ทำให้เรามีสติในการดำเนินชีวิต 4 ข้อง่ายๆ
ทำได้ ชีวิตก็สุขขึ้นเยอะ

(ข้อความจากฟอร์เวิร์ดเมล์)
พร 4 ข้อ จากท่าน ว . วชิรเมธี

1. อย่าเป็นนักจับผิด
คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น
ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง ‘กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก’
คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส ‘จิตประภัสสร’
ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี
‘แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข ‘

2. อย่ามัวแต่คิดริษยา
‘แข่งกันดี ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน’
คนเราต้องมีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า ‘เจ้ากรรมนายเวร’
ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ ฉะนั้น เราต้องถอดถอนความริษยา
ออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น ‘ไฟสุมขอน’ (ไฟเย็น)
เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน

เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี
‘แผ่เมตตา’ หรือ ซื้อโคมมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา
แล้วปล่อยให้ลอยไป

3. อย่าเสียเวลากับความหลัง
90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ ‘ปล่อยไม่ลง
ปลงไม่เป็น’
มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อม
แบกเครื่องเคราต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว
จงปล่อยมันซะ ‘อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน’
‘อยู่กับปัจจุบันให้เป็น’ ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี ‘สติ’ กำกับตลอดเวลา

4. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ
‘ตัณหา’ ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่เกินพอดี
เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ
ธรรมชาติของตัณหา คือ ‘ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม’

ทุกอย่างต้องดูคุณค่าที่แท้ ไม่ใช่ คุณค่าเทียม
เช่น คุณค่าที่แท้ของนาฬิกา คืออะไร คือ ไว้ดูเวลาไม่ใช่มีไว้ใส่
เพื่อความโก้หรู
คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือ คืออะไร คือไว้สื่อสาร
แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์

เราต้องถามตัวเองว่า ‘เิกิดมาทำไม’ ‘คุณค่าที่แท้จริงของการเกิด
มาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน’ ตามหา ‘แก่น’ ของชีวิตให้เจอ
คำว่า ‘พอดี’ คือ ถ้า ‘พอ’ แล้วจะ ‘ดี’
รู้จัก ‘ พอ ‘ จะมีชีวิตอย่างมีความสุข ‘





smiling moOn : )

2 12 2008

เห็นพระจันทร์ยิ้ม เมื่อคืนนี้ (1/11/08)
ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในบ้านเมือง
แล้วอดใจชื้นไม่ได้ว่า วันพรุ่งนี้ทุกอย่างต้องจบลงด้วยดี

โอกาสที่จะได้เห็นรอยยิ้มจากพระจันทร์ไม่ได้ง่าย
หากฟ้าไม่เปิด อากาศไม่เป็นใจ อย่างเช่นคืนนั้น
ขอบคุณจริงๆ ขอบคุณธรรมชาติที่มีแต่ให้เรามาตลอด

และครั้งนี้ก็ส่งรอยยิ้มมาให้ ยามที่เรามืดมน ไร้ทางออก
รอยยิ้มคือกำลังใจ ดั่แเสงสว่างที่ส่องทาง ชี้แนะให้เราตาสว่าง
พร้อมก้าวข้ามผ่านอุปสรรคไปด้วยดี…

และวันนี้ 2/11/08 เราก็ได้รับข่าวดีจริงๆด้วย
ขอบคุณจริงๆ smiling moon

moon01

Everlasting Moon
By: Jimmy Buffett, Matt Betton

Spoken:
“This is a little song
called Everlasting Moon
about what some people did
to preserve the
environment.”

The sky revealed the rumor
In a misty gray cocoon
Some angry baby-boomers
Stole the everlasting moon

They found a new location
Clear and poison free
In a distant constellation
Oh, they called it lunacy

Chorus:
Hangin’ in the sky
The perfect alibi
Baby come outside with me
There’s a moon you’ve got to see
Smiling every place
With his laser-painted face
Light of love in each moonbeam
Want you step into my dream
Everlasting moon (everlasting moon, everlasting moon)

Back when nature ruled the heavens
Oh gypsies, fools, and loons
Were dragged across the ocean
By that everlasting moon

When it goes from full to crescent
I move in and out of tune
It’s the envy of the Kremlin
It’s our everlasting moon

Chorus:
Shinin’ in the sky
The perfect alibi
Baby come outside with me
There’s this moon you’ve got to see
Smiling every place
With his laser-painted face
Light of love in each moonbeam
Want you step into my dream
Everlasting moon (everlasting moon)
Everlasting moon (everlasting moon)





สุขเดือนละครั้ง..แค่วันเงินเดือนออกหรือ?

18 11 2008

วันก่อนได้เจอเพื่อน พูดคุยตามประสา เรื่องงาน ความสวย สัพเพเหระ
และครั้งนี้ก็เหมือนครั้งก่อนหน้านี้ ที่ทุกครั้งที่เจอกัน จะใน msn โทรคุย
หรือนัดกินข้าว มันก็จะบ่นเรื่องชีวิตที่ยุ่งมากมาย งานเยอะและโหลดตลอด
ปีนึง นับวันที่มันมีเวลาว่างได้เลย
เลยถามกลับไปว่า อ้าว..ที่แกทำงานอยู่เนี่ย ถามจริงมีความสุขมั้ย
มันตอบกลับมา แกก็รู้ๆว่ามันไม่มี ทั้งเหนื่อย เบื่อ และเซ็ง
…แต่ก็ต้องทำ…

งานหนัก รายได้ดี … ก็ทนทำ
งานหนัก รายได้น้อย… ทนเหมือนกันจนกว่าหางานใหม่ได้

สภาพเศรษฐกิจแบบนี้ อาจมีทางเลือกไม่มากนัก
ขืนใครยังหางานใหม่ไม่ได้ ก็ต้องทนอยู่ที่เดิมไปก่อน
ลาออกมาก่อน มีหวังหนี้ท่วมหัวแน่ ไหนจะสารพัดค่าใช้จ่ายต่างๆ
ยิ่งพวกผ่อนนั่นนี่แบบระยะยาว ก็ต้องคิดให้ดี ก่อนที่จะตัดสินใจ

ได้รับ fw mail เกี่ยวกับแง่คิดดีดี ของพระมหาสมปอง
ที่ให้ข้อคิดเตือนใจในชีวิตการทำงานได้ดี
อย่างน้อยก็ให้เราหันมาคิดและมีทัศนคติที่ดีขึ้นกับการทำงาน
เพื่อสร้างความสุขได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่วันเดียว คือ วันเงินเดือนออก…

(คัดลอกจาก fw mail)
ความสุข ๒ ชั้น ( ธรรมะเดลิเวอรี่)
โดยพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต

อาตมาอ่านเจอกลอนในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ที่ผู้เขียนระบายไว้ได้สาแก่ใจมากเลย

เร็ว ก็หาว่าล้ำหน้า
ช้า ก็หาว่าอืดอาด
โง่ ก็ถูกตวาด
พอฉลาด ก็ถูกระแวง
ทำก่อน บอกไม่ได้สั่ง
ทำทีหลัง บอกไม่มีหัวคิด
เฮ้อ นี่แหละชีวิตคนทำงาน

ข้างต้น น่าจะเป็นกลอนที่โดนใจบรรดาคนทำงานหลายๆ คน เพราะสะท้อน
ความรู้สึกกดดันอย่างชัดเจน ซึ่งจากการได้พูดคุยกับโยมที่เข้ามาปรึกษาหารือ
ถึงสาเหตุที่ทำงานกันอย่างไม่มีความสุขก็มีปัจจัยมากมาย เช่น
ทำงานที่ตัวเองไม่ถนัด ทำงานที่ไม่ชอบ โดนหัวหน้างานกดขี่ หรือรู้สึกว่าหน้าที่
ที่ตัวเองได้รับมอบหมายนั้นต่ำต้อย ฯลฯ

โดยจะว่าไปแล้ว บริษัทก็เหมือนกับบ้านหลังที่สองของเรา บางคนใช้ชีวิตในบริษัท
มากกว่าที่บ้านซะอีก เพราะต้องตื่นขึ้นมาทำงานตั้งแต่ตี ๔ ตี ๕ กลับถึงบ้านก็ ๒-๓ ทุ่ม
วันหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง หากต้องใช้ชีวิตในการทำงาน (รวมนั่งรถไป-กลับ)
วันละ ๑๐ กว่าชั่วโมงแล้ว ถ้าโยมไม่มีความสุขกับงานที่ทำ จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจมากๆ

อาตมาชอบใจคุณยามที่บริษัทแห่งหนึ่งมาก เคยถามเขาว่า ไม่เบื่อเหรอ เปิดประตูทั้งวัน
เขาตอบกลับอย่างฉะฉานว่า
‘ ไม่เบื่อหรอกครับท่าน เพราะคนจะเข้าไปที่นี่ได้หรือไม่ได้ มันอยู่ที่ผม
ถ้าผมไม่เปิดประตู ไม่อนุญาตหรือบอกไม่ให้เข้า เขาก็ไม่ได้เข้านะ
อย่างพระอาจารย์มาบรรยายที่นี่ ผมไม่ให้เข้าก็ได้ … แต่ผมให้เข้าครับ’ ( แล้วไป)

อาตมาจึงไม่แปลกใจเลย เวลาไปทำธุระที่บริษัทนี้ทีไร มักเห็นเจ้าหมอนี่
ทำหน้าที่ตัวเองอย่างกระตือรือร้น ก็เพราะเขามีทัศนคติที่ดีต่อหน้าที่
เห็นความสำคัญของตัวเอง จึงทำให้เขาทำงานได้อย่างมีความสุข
(แถมมีมุขอำกลับอาตมาอีกต่างหาก)

ดังนั้นอาตมาจึงอยากจะหนุนใจญาติโยมที่กำลังรู้สึกย่ำแย่กับงานของตัวเองว่า
ถ้าเราทำงานจนเมื่อยมือเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีมือให้เมื่อย
ถ้าเราเดินไปเดินมาจนปวดขาเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีขาให้ปวด
ถ้าเราเห็นหัวหน้า แล้วเซ็งเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีหัวหน้าให้เซ็ง
ถ้าเราเห็นงาน แล้วเราเบื่องานเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีงานให้เบื่อ

เพราะหลายคนพอไม่มีงานให้ทำ ก็จะประท้วงกัน อยากทำงาน !
อยากทำงาน ! ดังนั้นเมื่อคุณโยมมีโอกาสทำแล้ว ก็จงทำให้ดีที่สุด
เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนทัศนคติต่องานที่ทำก่อน เห็นความสำคัญของหน้าที่
ที่ได้รับมอบหมายให้ได้ ทำมันอย่างเต็มที่และดีที่สุด เหมือนดั่งคุณยาม
ที่อาตมายกมาเป็นตัวอย่างข้างต้น

อาตมาเคยอ่านเจอคำแนะนำของท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ.ประยุตฺโต)
ในหนังสือเล่มหนึ่ง ท่านเขียนชี้แนะไว้ว่า

งานมีผลตอบแทนสองชั้นด้วยกัน
ผลตอบแทนชั้นที่ ๑ คือ ตอนเงินเดือนออก นี่คือความสุขชั้นที่หนึ่ง
ซึ่งหลายๆ คนมีความสุขในการทำงานแค่วันนั้นวันเดียว
แต่ถ้าเราสามารถพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับงานได้ มันก็จะก้าวไปสู่อีกระดับ
อันนำมาซึ่งผลตอบแทนหรือความสุขชั้นที่ ๒ นั่นเอง

หนึ่งเดือน คุณโยมอยากมีความสุขเพียง ๑ ชั้น หรือ ๒ ชั้น ก็เลือกเอาตามใจชอบเลย

เจริญพร…





กรรมของคนรู้มาก…สุขของคนที่เข้าใจ

1 10 2008

เคยกันบ้างมั้ยที่รู้สึกหงุดหงิดกับคน สิ่งของ แวดล้อม สังคม ทุกสิ่งทุกอย่าง
ที่อยู่รอบตัว อะไรก็ดูรกหูรกตา ไม่เข้าที่เข้าทาง ทำไมไม่เป็นแบบนั้น แบบนี้
คำถามประเดประดังผุดขึ้นมาในสมอง
ยิ่งโตขึ้น ยิ่งได้เห็น ยิ่งได้ยิน ยิ่งได้รู้มากขึ้น
ก็เริ่มจับผิด สิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิด ก็เถียงเพื่อเอาชนะในความคิด

รู้เยอะ เห็นเยอะ คิดเยอะ กลายเป็นทุกข์ใจไปเสียงั้น
กว่าจะหาคำตอบเจอ ว่าทำไมชีวิตยิ่งเรียนรู้มากแทนที่จะดีขึ้น
กลับกลายสร้างความทุกข์ให้กับตัวเองไม่รู้ตัว
โชคดีทีเพื่อนส่งเมล์มาให้ พอได้อ่าน ก็รู้สึก ใช่เลย..สิ่งที่เรากำลังหาคำตอบพอดี
น่าจะเป็นประโยชน์กับหลายคนที่มีอาการแบบนี้…เลยเอามาแบ่งปันสู่กัน

เพราะการที่เรารู้มาก ใช่ว่าเราจะเข้าใจได้ถ่องแท้…
ความเข้าใจต่างหาก คือคำตอบของการปลดทุกข์…

คัดลอกจาก : นิตยสาร สารกระตุ้น ฉบับเดือนสิงหาคม 2549, หน้า 130
ผู้เขียน : สุรศักดิ์ กาญจนภูษิต

ก่อนเรียนสถาปัตย์ฯ ผมเห็นบ้านเมืองสวยงามดี ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไม่มีปัญหา
พอได้เรียนสถาปัตย์ฯ เริ่มรู้ว่าความงามคืออะไร รสนิยมที่ดีคืออะไร ทันใดนั้นเอง
บ้านเมืองที่เคยสวยงามก็เปลี่ยนไป กลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความเกะกะ ทั้งเสาไฟ
เสาทางด่วน ป้ายโฆษณา บ้านที่มีเสาโรมันนั่นก็ห่วย ตึกสูงโด่เด่ในเขตเมืองเก่านั่นก็แย่
ลามไปถึงวัดที่สร้างอุโบสถผิดสัดส่วนก็ไม่งามตา เห็นแล้วก็ยิ่งหงุดหงิดรำคาญใจไม่ใช่น้อย
แบบที่เรียกว่ายิ่งรู้ก็ยิ่งทุกข์หรือเปล่า

ก่อนจะสนใจการเมือง บ้านเมืองดูเหมือนไม่มีปัญหา ผมเองก็มีความสุขกับชีวิตดี
แต่เมื่อได้เริ่มเสพข้อมูลทางการเมืองมากขึ้น ได้รู้ได้เห็นถึงความชั่วร้ายของคนขี้
โกงที่ทำไว้กับบ้านเมืองที่เรารัก ย่ำยีผลประโยชน์ส่วนรวมเอาไปเขมือบกันเอง
แถมยังปันหน้าเป็นคนดีอยู่ในสังคมได้ด้วยเล่ห์เหลี่ยมที่รู้ๆ กันแต่จับไม่ได้คาหนังคาเขา
ก็ยิ่งสร้างความอึดอัดใจให้กับชีวิตมากขึ้นแต่ละวันก็มีข่าวใหม่ๆ มาให้รู้ ยิ่งรู้ก็ยิ่งเครียดขึ้นไปอีก
แบบนี้เรียกว่าเป็นกรรมของคนรู้มากได้ไหม ไม่รู้ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว

ก่อนจะรู้จักกับติ๋ม ติ๋มก็ดูเป็นคนติ๋มๆ ดี จนกระทั่งผมรักติ๋ม ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
ผมโทรคุยกับติ๋มเป็นประจำ คลุกคลีเอาใจใส่ติ๋มจนได้รู้ธาตุแท้ของความเป็นติ๋มมากขึ้น
ติ๋มเปลี่ยนแฟนเหมือนเปลี่ยนถุงเท้า ติ๋มให้ความหวังกับผู้ชายทุกคนที่หลงเข้ามา
บ่อยครั้งที่ติ๋มต้องโกหกเพื่อสับรางรถไฟ หลังจากหัวปักหัวปำอยู่ได้พักใหญ่
ผมก็รู้ว่าติ๋มเป็นคนเห็นแก่ตัว ใจร้าย หลายใจ และติ๋มก็มีวิธีป้องกันตัวเองให้ดูดี
ในสายตาคนอื่นเสมอ ยิ่งรู้ก็ยิ่งช้ำ ยิ่งรักก็ยิ่งเกลียด มันอาจจะดีกว่าหรือเปล่า
ถ้าเราจะไม่รู้อะไรเสียบ้าง เพื่อให้ชีวิตไม่ต้องจมอยู่กับความทุกข์ที่ได้รู้ได้เห็น
ในเรื่องที่ไม่อยากรู้ไม่อยากเห็น

ความคิดนี้ทำให้ผมนึกไปถึงคำพูดของนักปราชญ์เชน
ท่านหนึ่งที่ว่า “ก่อนเรียนเชน ฉันเห็นภูเขาเป็นภูเขา เมื่อได้เรียนเชน ฉันเห็นภูเขาไม่เป็นภูเขา
เมื่อเข้าใจเชน ฉันเห็นภูเขากลับมาเป็นภูเขา” เมื่อความเข้าใจเกิดขึ้น ภูเขาที่เคยไม่ใช่ภูเขา
ก็กลายเป็นภูเขาเหมือนเดิมได้ ดูเผินๆ อาจเหมือนการเล่นคำให้วกวน แต่มันกลับทำให้
ผมสนใจคำว่า “เข้าใจ” มากเป็นพิเศษ ไม่ใช่ เพราะใคร ก็เพราะติ๋มนั่นเอง
หลังจากที่เจ็บมาพอสมควร จนจวนจะทนไม่ได้ ก็ควรจะถึงเวลาที่ผมจะตัดใจเสียที
แต่ยิ่งตัดใจก็ยิ่งฝืนความรู้สึกตัวเอง ยิ่งฝืนก็ยิ่งฝืด ผมจึงเปลี่ยนยุทธิวีธีรับมือเสียใหม่
แทนที่จะตัดใจก็เปลี่ยนมาทำความเข้าใจติ๋มแทน

ติ๋มเป็นผู้หญิงกำพร้าพ่อมาตั้งแต่เกิด
แม่ต้องออกจากบ้านไปหารายได้ ทำให้ติ๋มรู้สึกขาดแคลน ต้องการเติมเต็มให้กับชีวิต
โชคดีที่ติ๋มเป็นคนหน้าตาดี ก็เลยมีคนอาสามาช่วยกันเติมเต็มให้กับติ๋มมากมาย
และการที่ติ๋มไม่เคยปฏิเสธคนเหล่านั้น ไม่ได้หมายความว่าติ๋มเป็นคนไม่ดี
เพียงแต่ติ๋มรู้สึกกลัวที่จะต้องคอยอยู่คนเดียวเท่านั้น ในขณะที่ผมเป็นทุกข์
เพราะเห็นติ๋มเปลี่ยนแฟนเป็นว่าเล่น ติ๋มเองกำลังเป็นทุกข์ที่ไม่สามารถหาจุดลงตัว
ให้กับตัวเองได้เหมือนกัน เมื่อเข้าใจติ๋ม ผมก็ไม่เหลือความโกรธเกลียดติ๋มอีกต่อไป
ติ๋มก็เป็นเช่นนี้เอง มีความสุข มีความทุกข์ในแบบของติ๋ม ยิ่งผมอยากให้ติ๋มเปลี่ยนไป
เพื่อความพอใจของตัวเองเท่าไร ผมเองนั่นแหละที่จะยิ่งเจ็บ

“ก่อนที่ผมจะรู้จักติ๋ม ผมเห็นติ๋มเป็นติ๋ม เมื่อผมได้รู้จักติ๋ม ผมเห็นติ๋มไม่ใช่ติ๋ม
จนผมได้เข้าใจติ๋ม ติ๋มก็กลับมาเป็นติ๋มอีกครั้ง”

วันหนึ่ง อาจารย์สถาปัตย์ฯ ท่านหนึ่งเดินเข้ามาในห้องเรียนด้วยสีหน้าอิ่มเอิบ
แทบจะร้องยูเรก้าออกมาแล้วบอกว่า “ผมค้นพบแล้ว เมืองไทยก็คือเมืองรกๆ เมืองหนึ่งนี่เอง
ถ้าเมืองไทยไม่มีป้ายโฆษณางานวัด ไม่มีแผงลอยข้างทาง ไม่มีความไม่มีระเบียบ
ให้เห็นเต็มถนน เมืองนี้คงไม่ใช่เมืองไทย พอเข้าใจแบบนี้แล้วก็เลยรู้สึกสบายใจ
อย่างบอกไม่ถูก” นี่แหละคือประโยชน์ของความเข้าใจ ในระยะหลังผมจึงเอาใจใส่
กับการทำความเข้าใจเป็นพิเศษ เพราะความเข้าใจในทุกสิ่ง เป็นการเรียนรู้ที่จะพาเรา
ทะลุความซับซ้อนสับสนของเปลือกนอก ไปสู่ความเรียบง่ายที่รวมกันเป็นเอกภาพ
ได้จนน่าแปลกใจ

ถ้าเรามีความเข้าใจให้ใครสักคน เราคงไม่รู้สึกหงุดหงิดรำคาญเขาได้ลงคอ
คนรู้มากจึงไม่ใช่คนมีกรรม ถ้าเราสามารถพัฒนาความรู้นั้นมาเป็นความเข้าใจลึกซึ้ง
ชนิดที่รู้ไต๋กันเป็นอย่างดี เราก็จะอยู่ร่วมกับปัญหานั้นๆ ได้อย่างสงบสุข
เหมือนกับตอนที่เรายังไม่ได้รู้จักมันเลย เข้าทำนอง “สูงสุดคืนสู่สามัญ” นั่นแหละ

สุดท้ายปัญหาก็ตกอยู่ที่ว่า ในช่วงชีวิตหนึ่ง คนเราจะสามารถทำความเข้าใจสิ่งที่ตัว
เองเกลียด โกรธ กลัว ได้มากแค่ไหน พระท่านว่าไม่ยากเลย เพียงแค่เริ่มทำความเข้าใจ
ตัวเราเองให้ได้ก่อน แล้วทุกสิ่งในโลกนี้ก็จะไม่ใช่เรื่องยากเกินทำความเข้าใจ
มีเรื่องน่าตื่นเต้นอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะบอก พระอาจารย์ “ติช นัท ฮันห์” พระเชนผู้ยิ่งใหญ่
ชาวเวียดนาม เคยอธิบายคำว่า “นิพพาน” ด้วยภาษาง่ายๆ ว่า
มันคือเรื่องของ “ความเข้าใจ” นั่นเอง





อันดับท๊อปเท็นปลอดทุจริต…จะมีวันนั้นมั้ยเนี่ย

24 09 2008

รวย ตรงข้ามกับ จน
พอเพียง ตรงข้ามกับ โลภมาก

หากรวยแล้วแบ่งปัน… มีสำนึกดี
รวยแล้วยิ่งอยากได้ไม่สิ้นสุด… ขาดสำนึก และมีแนวโน้มทำสิ่งไม่ถูกต้องเพื่อให้ได้มา

คนยิ่งมีตำแหน่ง หน้าที่การงานสูง
มักเป็นเป้าให้กิเลสพุ่งมาเยือนและครอบงำได้ง่าย
…น่าสงสารคนเหล่านี้ กว่าจะมาถึงจุดแห่งความสำเร็จ ชนะอะไรมาได้ตั้งมากมาย…
…แต่ท้ายสุด ก็มักแพ้พ่ายให้กับเจ้ากิเลส แค่ตัวเดียว…
เป็นมนุษย์ได้แต่ร่างกาย แต่จิตใจยังไม่โผล่พ้นเกินคำว่าเดรัจฉานไปได้เลย…

การทุจริตมีเกือบทุกประเทศ จะมากจะน้อย ก็ต่างกันไป
จะขึ้นอยู่กับศีลธรรมของคนในชาตินั้น หรือความแข็งแกร่งของกฏหมาย ก็ตามแต่
แต่อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าประเทศที่มีพลเมืองที่เจริญแล้วทั้งด้านความคิด และจิตสำนึกนั้น
เค้ามีการดูแลปกครองกันอย่างไร ตัวอย่างที่ดีๆแบบนี้ เราก็น่าจะทำตามได้บ้าง
ถ้าหากผู้นำเรามีความจริงใจที่จะดูแล พัฒนาประเทศชาติอย่างแท้จริง

มาดูผลสำรวจ รายงานประจำปีขององค์กรติดตามปัญหาทุจริตคอรัปชั่นระหว่างประเทศ
หรือ “ทรานสปาเรนซี อินเตอร์แนชนัล” สำนักงานใหญ่อยู่ในเยอรมนี
ว่าเค้าทำการจัดอันดับประเทศที่มีความขาวสะอาด ปลอดทุจริตคอรัปชั่น ใครจะติดอันดับใดบ้าง
โดยสำรวจประเทศทั่วโลก ผลปรากฏว่า
- เดนมาร์กยังครองตำแหน่งคอรัปชั่นน้อยที่สุดของโลกติดต่อกันปีที่ 2
ตามด้วยสวีเดนและนิวซีแลนด์
- กลุ่มทุจริตคอรัปชั่นมากที่สุดของโลกติดต่อกันปีที่ 2 คือโซมาเลีย ตามด้วยพม่ากับอิรัก
- ส่วนไทยอยู่อันดับ 80 กลุ่มเดียวกับ บูร์กินาฟาโซ บราซิล และซาอุดีอาระเบีย

ดัชนีการสำรวจปัญหาทุจริตคอรัปชั่น หรือค่าซีพีไอ (Corruption Perceptions Index)
วัดจากคะแนน 0 ถึง 10 ไล่จากศูนย์คือคอรัปชั่นมากที่สุด ไปหา 10 คือทุจริตคอรัปชั่นน้อยที่สุด
โดยใช้การสุ่มสำรวจจากเหล่านักธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ประชาชน
และนักวิเคราะห์ในประเทศนั้นๆ รวมดินแดนที่ถูกสำรวจทั้งหมด 180 ชาติหรือแว่นแคว้น

กลุ่มทุจริตคอรัปชั่นน้อยที่สุดอันดับ 1 มี 3 ประเทศ คือ
เดนมาร์ก สวีเดน และนิวซีแลนด์ 9.3 คะแนน
อันดับ 4 สิงคโปร์ 9.2 คะแนน
อันดับ 5 ฟินแลนด์กับสวิตเซอร์แลนด์ 9.0 คะแนน
อันดับ 7 ไอซ์แลนด์กับเนเธอร์แลนด์ 8.9 คะแนน
อันดับ 9 ออสเตรเลียกับแคนาดา 8.7 คะแนน

กลุ่มทุจริตคอรัปชั่นมากที่สุด อันดับสุดท้าย 180 คือโซมาเลีย 1.0 คะแนน
อันดับ 178 มี 2 ชาติคือพม่ากับอิรัก 1.3 คะแนน
อันดับ 177 เฮติ 1.4 คะแนน
อันดับ 176 อัฟกานิสถาน 1.5 คะแนน
อันดับ 173 ซูดานและสาธารณรัฐชาด 1.6 คะแนน

อันดับน่าสนใจอื่นๆ ได้แก่ ฮ่องกง อันดับ 12 (8.1 คะแนน)
สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเบลเยียม อันดับ 18 (7.3 คะแนน)
ไต้หวัน อันดับ 39 (5.7 คะแนน) เกาหลีใต้ อันดับ 40 (5.6 คะแนน)
มาเลเซีย อันดับ 47 (5.1 คะแนน) จีน อันดับ 72 (3.6 คะแนน)
อินเดีย อันดับ 85 (3.4 คะแนน) อินโดนีเซีย อันดับ 126 (2.6 คะแนน)
ฟิลิปปินส์ อิหร่าน และแคเมอรูน อันดับ 141 (2.3 คะแนน)
ลาว อันดับ 151 (2.0 คะแนน) กัมพูชา อันดับ 166 (1.8 คะแนน)

ทรัพย์สินที่ถูกทุจริตคอรัปชั่นปีนี้ (2008) มูลค่ารวมราว 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
หรือเกือบครึ่งหนึ่งของเงินช่วยเหลือจากสหประชาชาติใช้ช่วยกลุ่มชาติยากจน
ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นในกลุ่มชาติยากจนจึงเป็นเสมือนหายนภัยด้านมนุษยธรรม
และทำให้การแก้ปัญหาความยากจนในหมู่ชาวโลกยากขึ้นอีกมาก
ทางแก้ไขคือรัฐบาลและสังคมต้องเข้มแข็ง สื่อมวลชนต้องเป็นอิสระ และการบังคับใช้กฎหมาย

…แล้วประเทศเรา ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 80 จะมีวันขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆกับเค้าบ้างมั้ยเนี่ย
รัฐบาล สังคม ต้องแข็งแรงขึ้น
สื่อมวลชนต้องเป็นอิสระ
และการบังคับใช้กฏหมายที่เข้มงวด

การแก้ไขทั้งหมดที่ว่ามา สงสัยต้องใช้เวลาที่นานมากสักหน่อย
ตราบใดที่ผู้นำยังไม่เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าตน
ตราบใดที่สื่อยังรับใช้เงินมากกว่าสังคม
และตราบใดที่กฏหมายยังมีช่องโหว่มากมายให้คนชั่วรอดตัวอยู่
ก็คงไม่มีวันโผล่ขึ้นมาอยู่อันดับท๊อปเท็น เขตปลอดทุจริต ได้หร๊อกกก





รู้หรือไม่ว่า…

17 09 2008

รู้ไว้ใช่ว่า เรื่องบางเรื่องอาจใกล้ตัวและบางเรื่องอาจไกลจัง
แต่ความรู้ ย่อมทำให้เราฉลาดขึ้นอีกนิด…อย่างน้อยรู้แล้วเอาไปทดสอบกับเพื่อนๆ
ให้มันทึ่งในความสู่รู้ของเราไง…555

- “Pneumonoultramicroscopicsilicovolcanoconiosis” คือคำศัพท์ที่ยาวที่สุด
ที่พบในพจนานุกรมภาษาอังกฤษ ที่แปลว่า โรคปอดชนิดหนึ่งที่เกิดจากการหายใจเอา
เขม่าฝุ่นควันจากภูเขาไฟเข้าไป… คำนี้คงไม่อยู่ในสมองเราแน่ๆ

- คำภาษาอังกฤษที่ยาวที่สุด ที่มีใช้ลำดับของตัวอักษรเรียงกันคือคำว่า “Almost” .. ไม่ยักรู้แฮะ

- มีมดทุกๆ 1 ล้านตัว ต่อ ประชากร 1 คน … ขนลุกมั้ยล่ะ

- ใครจะรู้ว่า ชาร์ลี แชปลิน เคยชนะได้รางวัลที่ 3 ในการประกวดคนเหมือน ชาร์ลี แชปลิน!!

- 98% ของฆาตกรฆ่าข่มขืน มาจากคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดของเหยื่อนั่นเอง
… ระวังตัวไว้นะสาวๆ คนสมัยนี้ไว้ใจไม่ได้แม้แต่คนใกล้ตัว!

- เอาใจคนชอบจั่วนิดนึง… สังเกตมั้ยว่าภาพกษัติรย์ในสำรับไพ่ที่เราเล่นกัน
คือตัวแทนของกษัตริย์องค์ไหนบ้าง ซึ่งก็มี 4 พระองค์ ด้วยกัน คือ โพธิ์ดำ = คิงส์เดวิด
ดอกจิก = อเล็กซ์ซานเดอร์มหาราช โพธิ์แดง = พระเจ้าชาร์ลเลห์แมน หลามตัด = พระเจ้าซีซาร์
..เพิ่งรู้เหมือนกัน จากนี้ไปคงไม่จั่วดูแต่ดอกเท่านั้นนะ

- โดยเฉลี่ยแล้วมนุษย์เราใช้เวลาราวๆ 2 ปี ในการคุยโทรศัพท์ตลอดชีวิต
…มนุษย์เป็นสัตว์ขี้เหงา และสังคมจัดจริงๆ

- กระเพาะอาหารจะผลิตเยื่อบุเป็นชั้นๆในทุกๆ 2 อาทิตย์ จึงไม่แปลกใจว่าทำไมมันไม่ย่อยตัวเอง

- คนส่วนใหญ่ถึง 92% ที่ไม่เคยเชื่อคำห้ามที่ว่า “อย่าคิดลองเลียข้อศอกคุณเลย มันไม่เวิร์คหรอก”
.. อ๊ะๆๆลองแล้วล่ะดิ ก็บอกแล้ว ยังจะทำอีกนะ

- ใครจะรู้ว่า แท้จริงแล้ว วอลซ์ ดิสนีย์ กลัวหนูเป็นที่สุด

- ยีราฟและหนูสามารถมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานโดยไม่มีน้ำ นานมากกว่าอูฐเสียอีก
… โอวววนึกว่าอูฐมาตลอดเลยนะ

- ชื่อของ “ฮิปโปโปเตมัส” มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคำว่า “ฮิปโป” หมายถึง ม้า และ
“โปเตมัส” หมายถึง แม่น้ำ …มีเหตุผล

- ดวงตาของเจ้านกกระจอกเทศมีขนาดใหญ่กว่าสมองมันอีก…เหมือนคนบางคนด้วยล่ะมั้ง

- สมองมนุษย์ที่เสียชีวิตแล้ว ยังคงส่งคลื่นไฟฟ้าออกมายาวนานถึง 37 ชม…ใครจะพิสูจน์บ้างอ่ะ

- กำไรของร้านแมคโดนัลด์กว่า 40% นั้นมาจากการขายเมนู แฮปปี้มีล..เราก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น

- จิงโจ้จะกระโดดก็ต่อเมื่อหางมันแตะหรือสัมผัสโดนพื้น!!…ตื่นตูมยิ่งกว่าน้องต่ายนะเนี่ย





ประชาธิปไตยที่เป็นมากกว่าการเลือกตั้ง

2 09 2008

ประชาธิปไตย สมัยประถม
– เลือกหัวหน้าห้อง (นร. 40 คน / ห้อง)–

ประชาธิปไตย สมัยมัธยม
– เลือกหัวหน้าห้อง (นร. 60 คน / ห้อง) –
– เลือกประธานนักเรียน (3000 คน ทั้ง รร.) –

ประชาธิปไตย สมัยอุดมศึกษา
– เลือกประธานรุ่นคณะ (นศ.200 คน/รุ่น)–
– เลือก กก. นิสิตนักศึกษา (นศ. 7000 คน /ปี) –
– เลือกผู้ว่าฯ (คนกทม 5.7 ล้านคน)–
– เลือกผู้แทนฯเข้าสภา จนได้นายกฯ (คนไทย 63 ล้านคน) –

ประชาธิปไตย ตอนเป็นผู้ใหญ่
– เลือกผู้ว่าฯ (คนกทม 5.7 ล้าน)–
–เลือกผู้แทนฯจนได้นายกฯ (คนไทย 63 ล้านคน) –

จำความได้ตั้งแต่เด็กจนโต
เติบโตมาพร้อมกับระบอบประชาธิปไตย
พอเริ่มอ่าน ออกเสียงได้
ก็เริ่มเข้าใจความหมายมากขึ้นเรื่อยๆ
เริ่มใช้สิทธิ์ ใช้เสียง เลือกใครสักคน / สักกลุ่ม เป็นตัวแทน

จากตัวแทนกลุ่มเล็กๆ สู่การเลือกตัวแทนกลุ่มใหญ่
จนท้ายสุด คือเลือกตัวแทนเพื่อดูแลประเทศชาติ

ได้แต่เลือก และ เลือก
ตัวแทนทำดี—สนับสนุนต่อไป
ตัวแทนทำไม่ดี—ก็ไม่เลือกต่อ
ง่ายๆไม่ยุ่งยาก

ความซับซ้อนเริ่มมากขึ้น ยิ่งโตยิ่งสับสน
เหตุใดตัวแทนที่ทำดี—ไม่มีคนสนับสนุน
แล้วเหตุใดตัวแทนที่ทำไม่ดี—ได้รับการสนับสนุน

จากเสียงเดียว คิดคนเดียว เปลี่ยนแปลงไรมิได้
ทำดีที่สุด เลือกและเลือกคนที่คิดว่าดีต่อไป
แม้ว่าไม่เพียงพอต่อการเป็นตัวแทนก็ตาม

เริ่มเข้าใจประชาธิปไตยมากขึ้นอีกขั้น
ว่าไม่ใช่แค่การเลือก และ เลือก ใครสักคนเป็นตัวแทนเท่านั้น
ยังมีสิทธิ์ พูด ตะโกน ออกเสียง แสดงความคิดเห็น หากสืบได้ว่าตัวแทนทำสิ่งไม่ดี
จากหนึ่ง เป็นกลุ่ม เป็นขบวน เป็นฝูงชน ร่วมอุดมการณ์เดียวกัน
แสดงพลังขับเคลื่อน เคลื่อนไหว ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

จากหนังสือบอกเล่า เหตุการณ์ เดือนตุลา 2516 / 19
มีเพียงคนไม่กี่กลุ่มแสดงพลังบอกเล่าสิ่งนึกคิด
เห็นได้ชัด คือกลุ่มนศ. นักวิชาการ

เรื่อยมาถึง พฤษภาทมิฬ 2535
เริ่มเป็นกลุ่มที่กว้าง ใหญ่ขึ้นกว่าตุลา
ไม่ใช่แค่ นศ. นักวิชาการ แต่รวม ถึง ราชการ พนง.
หลากหลายวิชาชีพมากมายหลั่งไหลรวมพลัง

จนวันนี้ ตอนนี้ วินาทีนี้ 2551
พลังคนหลั่งไหลทั่วสารทิศ รวมกลุ่ม เรียกร้อง
เปลี่ยนแปลงสิ่งไม่ชอบธรรมคืนสู่ความชอบธรรม
จากสิ่งที่ไม่เคยเห็น ไม่คยรู้ ก็ได้เห็น ได้รู้ไตร่ตรองพิจารณา
รู้มาก เห็นมาก เริ่มคิดได้มาก

ณ วันนี้ ไม่ใช่แค่กลุ่มคนเล็กกลุ่มคนน้อยต่อไป
นอกจาก นศ. นักวิชาการ พนง ราชการ
แผ่กว้างไปถึง หมอ ทนาย วิศวกร นักธุรกิจ
เจ้าของกิจการ ดารานักร้อง แม่ค้า ไฮโซไฮซ้อ
คนแก่ ผู้ใหญ่ วัยรุ่น วัยเด็ก คนเหนือ อีสาน กลาง ใต้
ไทยแท้ ไทยจีน ไทยอิสลาม ไทยมุสลิม

เข้าใจไปอีกขั้นว่าไม่ใช่แค่การเลือกและเลือกเท่านั้นจริงๆ
ต้อง สืบเหตุ ตามผล สอดส่อง ดูแล
จนมาส่งเสียง เรียกร้อง ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด
สิทธิ์พูด แสดงความเห็น แสดงความรับผิดชอบร่วมกัน
เริ่มแก้จากเหตุ เลือกมาเอง ก็ต้องเอาออกเอง
ไม่มีใครช่วยได้ นอกจากประชาชนด้วยกันเอง

…บทสรุปเป็นอย่างไร ไม่อาจรู้ได้…
…รู้แต่ว่า วันนี้ เวลานี้ ประชาธิปไตย ก้าวข้ามไปอีกขั้น…
…ที่ไม่ใช่แค่การเลือกและเลือกเท่านั้น อีกต่อไป…